สารอาหารในมูลไส้เดือน

สารอาหารในมูลไส้เดือน

Facebooktwittergoogle_plus

สารอาหารในมูลไส้เดือน

ก่อนที่จะพูดถึงปริมาณสารอาหารในมูลไส้เดือน เรามาทำความเข้าใจกับธาตุอาหารแต่ละตัวว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างไรบ้าง และถ้าพืชขาดธาตุอาหารแต่ละชนิด พืชจะมีอาการอย่างไร และจะมีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร  (ข้อมูลต่อไปนี้มาจากสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของ Virginia Tech เกี่ยวกับพืชไฮโดรโปนิค)
ไนโตรเจน (Nitrogen)– พืชทั้งต้นจะมีสีเขียวอ่อน ใต้ใบจะมีสีเหลือง ต้นพืชจะหยุดการเจริญเติบโต

ฟอสฟอรัส(Phosphorous)– พืชทั้งต้นจะมีสีเขียวแกมน้ำเงิน  ส่วนใหญ่จะพัฒนาไปเป็นสีแดงหรือสีม่วง ใต้ใบอาจจะเป็นสีเหลือง และจะแห้งเป็นสีเขียวแกมน้ำตาลแล้วเป็นสีดำ ต้นพืชจะหยุดการเจริญเติบโต
โปแตสเซียม(Potassium)– ใบไม้จะมีลักษณะบางเหมือนกระดาษ ตามบริเวณขอบใบจะแห้งตาย ต้นพืชจะหยุดการเจริญเติบโต
แมกนีเซียม(Magnesium)– ใต้ใบจะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง บริเวณยอดและขอบใบ และระหว่างเส้นใบไม้ ใต้ใบจะร่วงโรย
แคลเซียม(Calcium)– ก้านดอกและใบอ่อนจะตาย
สังกะสี(Zinc)- เยื่อใบไม้ระหว่างเส้นใบจะมีสีอ่อนกว่า  แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีลักษณะบางเหมือนแผ่นกระดาษ
เหล็ก(Iron)– เยื่อใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในขณะที่ก้านใบไม้ยังเป็นสีเขียวอยู่
ทองแดง(Copper)– ขอบใบจะมีสีเขียวเข้มหรือสีน้ำเงิน  ขอบใบงอขึ้น  ใบอ่อนจะเหี่ยวเฉาอย่างถาวร
กำมะถัน(Sulfur)– ใบอ่อนเปลี่ยนเป็นสีเขียวซีด  ในขณะที่ใบแก่ยังเขียวอยู่  พืชจะหยุดการเติบโตและต้นสูงชะลูด
แมงกานีส(Manganese)– พืชหยุดการเจริญเติบโต  ใต้ใบจะมีลายสลับสีเหลืองและสีเขียว
โมลิบดินั่ม(Molybdenum)– ใบไม้จะหยุดเจริญเติบโต จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวซีด และไม่สมประกอบ
โบรอน(Boron)– ใบอ่อนจะแห้งเกรียมที่ยอดใบและขอบใบ

ปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้

worms2

ทีนี้เราสามารถเดาได้แล้วว่าทำไมมูลไส้เดือนจึงดีอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืช  คำตอบก็คือ ในมูลไส้เดือนมีธาตุอาหารต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นครบทุกตัว โดยจะมีมากบ้างน้อยบ้างไม่เท่ากัน  และพืชเองก็ต้องการธาตุอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่ไม่เท่ากันเช่นกัน  ยกตัวอย่างธาตุโมลิบดินั่ม ซึ่งมีหน้าที่ในการเปลี่ยนสารประกอบไนเตรตให้เป็นกรดแอมมิโน (องค์ประกอบของโปรตีนพืช)  ซึ่งพืชต้องการโมลิบดินั่มมากกว่าหนึ่งครั้ง  แต่ถ้าให้มากเกินไปก็จะเป็นพิษต่อพืช
     เนื่องจากสารอาหารในมูลไส้เดือนจะขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงและการให้อาหารแก่ตัวไส้เดือน  มูลไส้เดือนจากวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างกันก็จะให้ธาตุอาหารที่แตกต่างกัน  เพื่อเป็นข้อมูลคร่าวๆ  ในมูลไส้เดือนจะประกอบด้วยสารอาหารและแร่ธาตุในสัดส่วนดังต่อไปนี้
– อินทรีย์คาร์บอน  20.43-30.31%
-ไนโตรเจน  1.80-2.05%
– ฟอสฟอรัส  1.32-1.93%
– โปแตสเซียม  1.28-1.50%
– คาร์บอนต่อไนโตรเจน  14-15:1 %
– แคลเซียม  3.0-4.5%
– แมกนีเซียม  0.4-0.7%
– โซเดียม  0.02-0.30%
– กำมะถัน  ตรวจพบจนถึง 0.40%
– เหล็ก  0.3-0.7%
– สังกะสี  0.028-0.036%
– แมงกานีส  ตรวจพบจนถึง 0.40%
– ทองแดง  0.0027-0.0123%
– โบรอน  0.0034-0.0075%
– อลูมีเนียม  ตรวจพบจนถึง 0.071%
– โคบอล และ โมลิบดินั่ม

   จากตัวเลขปริมาณธาตุอาหารในมูลไส้เดือนข้างต้น  ถ้าเปรียบเทียบกับที่มีอยู่ในดินเพาะปลูกทั่วไป จะพบว่า มีเหล็กเพียงตัวเดียวที่ในมูลไส้เดือนจะมีน้อยกว่าในดินเพาะปลูกทั่วไป  ส่วนอลูมีเนียมและแมกนีเซียม จะมีในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน  นอกนั้น ธาตุอาหารตัวอื่นๆในมูลไส้เดือนจะมีมากกว่าในดินเพาะปลูกทั่วไปมาก  เช่น ไนเตรต ในมูลไส้เดือนจะมีมากกว่าดินเพาะปลูกทั่วไปถึง 9 เท่า  การที่มีสารประกอบเกลือแร่ค่อนข้างมากในมูลไส้เดือนจึงทำให้มูลไส้เดือนมีค่าตัวนำไฟฟ้า สูงกว่าดินเพาะปลูกทั่วไป  ถึงแม้ว่ามูลไส้เดือนจะไม่ทำให้ต้นพืชไหม้เหมือนปุ๋ยเคมี  แต่ถ้าใช้มากๆในคราวเดียวก็จะทำให้พืชหยุดการเจริญเติบโตได้เช่นกัน
     จากการศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของมูลไส้เดือนกับดินเพาะปลูก  นักวิจัยได้ทดลองปลูกพืชด้วยสัดส่วนของมูลไส้เดือนกับดินเพาะปลูกในอัตราส่วนที่ต่างๆกัน  แล้วพบว่าอัตราส่วนของมูลไส้เดือนต่อดินที่ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตดีที่สุดคือ ใช้มูลไส้เดือน  25% ผสมกับดิน 75%  แต่ถึงอย่างไร แค่เติมมูลไส้เดือนลงไปในดินเพียง 10% ก็จะทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตดีกว่าดินที่ไม่เติมอย่างเห็นได้ชัด  แต่ถ้าเติมมูลไส้เดือนมากถึง 40% จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นพืช  และจะดูแย่กว่าดินที่ไม่เติมมูลไส้เดือนเสียอีก

ที่มาของข้อมูล : จากบทความเรื่อง Chemical side of worm casting ของเว็บไซต์  www.worldofworms.com

2017-03-06T11:03:41+00:00